เกี่ยวกับนายเรือ ๘๘ PDF Print E-mail
Written by Administrator   
Friday, 06 April 2012 16:14

เล่าเท่าที่จำได้

นักเรียนนายเรือรุ่น 88 (นนร. 88) จบการศึกษาจากโรงเรียนนายเรือเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2538 พวกเราเริ่มเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนนายเรือเมื่อปี 2533 นายเรือ 88 มีสมาชิกหนึ่งร้อยกว่าคน ประกอบด้วยนักเรียนเตรียมทหารในส่วนของกองทัพเรือ 91 คนและนักเรียนเรียนดีที่ได้รับการคัดเลือกจาก รร.ชุมพลทหารเรืออีก 17 คน ในจำนวน 91 คนนั้น มีนักเรียนที่เป็นตำรวจน้ำ 7 คน ซึ่งเมื่อจบการศึกษาจาก รร.นายเรือแล้วได้โอนไปรับราชการกับกรมตำรวจต่อไป

 

นักเรียนส่วนที่มาจาก โรงเรียนเตรียมทหาร (รร.ตท) เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 31 (นตท. 31) นักเรียนเตรียมทหารรุ่น 31 นั้นรับสมัครจากนักเรียนมัธยมปลายทั่วประเทศโดยรับนักเรียนที่จบ ม.4 หรือเทียบเท่าที่อายุไม่เกิน 18 ปีนับถึงปี 2531 การจำรุ่นของ นตท.นั้นจำง่ายเพราะว่าสอบเข้าในปี พ.ศ.ไหนก็นับรุ่นตามปีนั้นเลย แต่การนับแบบนี้ใช้ไม่ได้แล้วเนื่องจากปัจจุบันรุ่นของ นตท. ไม่ตรงกับปีที่เข้าศึกษาแล้ว

การเรียนในโรงเรียนเตรียมทหารเป็นการเรียนรวมกับเพื่อนๆจากเหล่าทหารบก ทหารอากาศและตำรวจ สมัยที่พวกเราสอบเข้า รร.เตรียมทหารนั้น สามารถสมัครสอบเหล่าทัพที่ต้องการได้เพียงเหล่าเดียวเพราะว่าวันสอบภาควิชาการของทุกเหล่าเป็นวันเดียวกัน ไม่เหมือนกับในยุคปัจจุบันที่สามารถสมัครหลายเหล่าได้เพราะวันสอบไม่ตรงกัน ในปีที่พวกเราสอบนั้นเหล่าทหารเรือรับนักเรียนน้อยที่สุดคือ 91 คน จะเป็นด้วยสาเหตุใดก็ไม่ทราบได้ทั้งๆที่รุ่นพี่นายเรือ 87 และรุ่นน้องนายเรือ 89 นั้นมีจำนวนเกิน 100 คน เหล่าทหารอากาศมีนักเรียนกว่า 100 คน เหล่าทหารบกและตำรวจมีถึง 200 กว่าคน รวมแล้ว นตท. รุ่น 31 มี 666  คน แบ่งเป็นห้องเรียน (ซึ่งเราเรียกว่า "ตอนเรียน") ได้ 20 ตอน ในการเรียนที่ รร.ตท.นั้น นักเรียนจากทุกเหล่าทัพจะถูกแบ่งคละกันอยู่ในห้องเรียนต่างๆ ทุกคนเรียนวิชาเหมือนกัน แต่งเครื่องแบบเหมือนกัน หลักสูตรของ รร.ตท. ที่พวกเราเรียนนั้นเทียบเท่ากับการเรียน ม.5 และ ม.6

 

ตอนที่พวกเราเรียนนั้น รร.ตท.ไม่ได้ตั้งอยู่ที่สถานที่ตั้งปัจจุบันที่ จ.นครนายก แต่ รร.ตท.อยู่ที่หัวมุมถนนพระราม 4 ตัดกับถนนวิทยุ ตรงข้ามสวนลุมพินี ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นสวนลุมไนท์บาร์ซาร์ไปแล้ว ตึกนอน 4 ตึกซึ่งเป็นตึกนอนของกองพันที่ 1 ถึง 4 ปัจจุบันกลายเป็นห้องพักอาศัยแบ่งให้เช่า ส่วนลานปูนระหว่างตึกกองพันทั้ง 4 นั้น เมื่อก่อนเคยเป็นที่เข้าแถวสวดมนต์และเป็นที่ออกกำลังกาย (ทำโทษ) หลังสวดมนต์ก่อนนอน ปัจจุบันได้กลายไปเป็น BEC เทโรฮอลล์ สถานที่ที่ภราดรและทาทามานั่งป้อนไอติมกัน ตึกเรียนสามแฉกที่เป็นเอกลักษณ์ของ รร.ตท. ที่เราเรียกว่าตึก "Y" แต่ละแฉกแทนเหล่าทัพทั้ง 3 เหล่า ปัจจุบันได้กลายเป็นภัตตาคารหูฉลามของสวนลุมไนท์บาร์ซาร์ โรงอาหารที่พวกเราเคยใช้ ปัจจุบันเป็นร้านอาหารของสวนลุมไนท์บาร์ซาร์เช่นกัน

ที่ตั้งเดิมของโรงเรียนเตรียมทหารตรงข้ามสวนลุมพินีได้เปลี่ยนไปเป็นสวนลุมไนท์บาซาช่วงระยะเวลาหนึ่ง แล้วก็เลิกกิจการไป ที่ดินบางส่วนกลายเป็นสถานกงสุลญี่ปุ่น และที่ดินบางส่วนเป็นที่ตั้งของอาคารโครงการดอยตุง ส่วนพื้นที่ที่เหลือยังคงว่างเปล่ารอการจัดการ สิ่งดั้งเดิมที่ยังคงอยู่คือเสาวิทยุแห่งแรกของประเทศไทยที่ผมเคยโดนทำโทษให้ปีนขึ้นไป และศาลพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ที่รอการบูรณะ

 

พวกเราเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นสุดท้ายที่มีเด็กไป-กลับ สมัยที่เราเป็น นตท. ปี 1 รร.ตท. มีอาคารนอนไม่เพียงพอ นตท.ส่วนหนึ่งจึงต้องกลับบ้านเมื่อเลิกฝึกตามตารางและเข้ามาเรียนใหม่ในวันรุ่งขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกสำหรับโรงเรียนทหารที่มีเด็ก ไป-กลับ นักเรียนที่ไม่ใช่เด็กไปกลับเมื่อเลิกฝึกจะทานอาหารที่โรงเรียนและนอนในโรงนอนที่เป็นห้องใหญ่ๆ แล้วมีเตียงวางเรียงกันเป็นร้อยเตียง ผู้บังคับการกรมนักเรียนในสมัยที่เราเข้าไปเป็นนักเรียนเตรียมทหารท่านเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 3 ท่านเคยพูดไว้ว่ารุ่นของเราเป็นรุ่นในฝันของท่าน รุ่นที่ท่านหวังว่าจะมีคุณภาพดี เพราะมีทั้งพี่รุ่น 30 คอยดูแลและมีรุ่นน้องรุ่น 32 มาให้ฝึกปกครอง ไม่ทราบว่าตอนนี้ผู้บังคับการกรมท่านยังหวังเช่นนั้นอยู่หรือเปล่า

เรื่องแปลกๆสมัยที่พวกเราเรียนที่ รร.ตท.
1>ห้ามลงรถเมล์ที่ป้ายรถเมล์หน้าโรงเรียน ต้องเลยไปลงที่ป้ายบ่อนไก่แล้วเดินกลับมา เพื่อให้เสมือนว่าทุกคนเดินมาโรงเรียนเหมือนกัน
2>ถ้ามีรถมาส่งหรือมารถแท็กซี่ ต้องลงรถให้พ้นรั้วโรงเรียนแล้วเดินมาโรงเรียนเช่นกัน ด้วยเหตุผลข้างบน
3>ตอนช่วงเดือนแรกพวกเราเป็นนักเรียนใหม่ ต้องแต่งชุดกางเกงขาสั้น ใส่เสื้อติดกระดุมคอ รองเท้าหนังขัดมัน ถุงเท้ายาว ที่พวกเราเรียกว่าชุดกำนัน ซึ่งเรามีความมั่นใจในชุดนี้สุดๆ แต่พอเราขึ้นปีสอง เราไม่ค่อยอยากให้น้องที่แต่งชุดนี้เดินใกล้เรา เราเขิน
4>ตอนช่วงนักเรียนใหม่ นักเรียนทุกคนต้องตื่นแต่เช้า ขัดรองเท้าเครื่องหมายแล้วเดินแถวออกไปทางประตู ถ.วิทยุ แล้วเดินอ้อมมาเข้าประตู ถ.พระราม ๔ ทำตัวเสมือนว่าเราเพิ่งมาจากบ้านทั้งๆที่เมื่อคืนเราก็นอนในโรงเรียน
5>ถึงแม้ว่าเราจะร้อนขนาดไหน เราจะต้องนอนห่มผ้าด้วยความที่นักเรียนบังคับบัญชากลัวว่าเมื่อดึกอากาศหนาวแล้วพวกเราจะเป็นหวัด
6>รวมมิตรเป็นของหวานสำหรับคนทั่วไปแต่เป็นอาหารคาวสำหรับพวกเรา
7>เราไม่เคยไปดูมวยที่สนามมวยลุมพินีทั้งๆที่มันอยู่ติดโรงเรียน แต่พวกเราได้วิ่งไปเก็บใบสนที่ริมสนามมวยบ่อยๆก่อนกินข้าวเที่ยง

 

เมื่อพวกเราย้ายจาก รร.ตท. มาเรียนที่โรงเรียนนายเรือ (ภาษาพวกเราเรียกว่าขึ้นเหล่า) พวกเราถูกเรียกว่านักเรียนชั้นใหม่ ต้องไปฝึกภาคทะเลประมาณ 20 วัน เรือที่เป็นเรือฝึกของเราชื่อว่า เรือหลวงโพสามต้น เป็นเรือไอน้ำความเร็วสูงสุดประมาณ 11 นอต หรือประมาณ 20 กิโลเมตร/ชั่วโมง (เร็วมาก เร็วกว่าเดิน) ในช่วงที่เราไปฝึกภาคชั้นใหม่นี้ รุ่นพี่ของเราที่อยู่โรงเรียนนายเรือก็ไปฝึกภาคทะเลเช่นกัน แต่รุ่นพี่ไปฝึกภาคที่ต่างประเทศ นักเรียนชั้นใหม่ไปฝึกภาคในประเทศ ในปัจจุบันนักเรียนชั้นใหม่ที่เพิ่งขึ้นเหล่าจะได้ไปฝึกภาคทะเลต่างประเทศกับรุ่นพี่เลย (ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นเป็นเวลา 45 วัน) เมื่อจบการฝึกภาคชั้นใหม่เราก็ได้พักผ่อนนิดหน่อยแล้วก็มีพิธีรับดุมหมายชั้นกับมีดเหน็บ (เหล่าทัพอื่นเรียกกระบี่สั้น) หลังจากนั้นก็เปิดเทอม ใช้ชีวิตในโรงเรียนรวมกับรุ่นพี่อีกสี่ปี พี่ปี 5 ในขณะนั้นคือ นนร. 84 เมื่อเรียนจบเทอมหนึ่งพวกเราก็ได้ไปฝึกภาคทะเลในประเทศกับรุ่นพี่เป็นครั้งแรก เมื่อเรียนจบปีหนึ่งตอนปลายปีก็ได้ไปฝึกภาคทะเลต่างประเทศกับรุ่นพี่ ในปีนั้นพวกเราได้ไปเมืองสุราบายาของอินโดนีเซีย เมืองคุชิงของมาเลเซีย

เมื่อพวกเราสอบเลื่อนชั้นได้เป็น นนร. ปี 2 พวกเราก็ได้เลือกสาขาวิชาที่เรียนคือสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมเครื่องกลเรือ บริหารงานวิเคราะห์ ต่อมากองทัพเรือเปลี่ยนแปลงนโยบาย มีคำสั่งให้ลดจำนวนนักเรียนสาขาวิศวกรรมเครื่องกลเรือและให้ยุบสาขาบริหารงานวิเคราะห์ รุ่นของเราจึงมีแต่สาขาวิศวกรรมไฟฟ้าและวิศวกรรมเครื่องกลเรือเท่านั้น ในช่วงปี 2 เทอม 1 เพื่อนเราที่มีผลการเรียนดีจำนวน 9 คน ได้รับคัดเลือกให้ไปเรียนต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา 2 คน อังกฤษ 1 คน เสปน 1 คน ญี่ปุ่น 2 คน เยอรมัน 3 คน
เมื่อพวกเราเรียนจบปี 2 กองทัพเรือก็ขัดสนงบประมาณ พวกเราจึงไม่ได้ไปฝึกภาคทะเลเหมือนอย่างที่เคยปฏิบัติมา เมื่อปิดเทอมพวกเราจึงต้องไปฝึกนาวิกโยธินและไปฝึกวิชาชีพทหารเรือที่กองการฝึกกองเรือยุทธการ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

 

เมื่อพวกเราขึ้นปีสามก็ไม่ได้ไปฝึกภาคทะเลเช่นกัน ในตอนปลายปี เราจึงต้องไปฝึกหลักสูตรปฏิบัติการใต้น้ำเป็นเวลา 45 วัน หลังจากฝึกดำน้ำเสร็จแล้วเราผู้บังคับบัญชาเห็นว่าร่างกายแข็งแรงดีจึงได้ให้ไปฝึกหลักสูตรส่งทางอากาศที่หน่วยบัญชาการนาวิกโยธินต่อเป็นเวลา 20 วัน ทำให้พวกเราเป็นนักเรียนนายเรือรุ่นเดียวที่เรียนหลักสูตรดำน้ำและโดดร่มในปีเดียวกัน ในปัจจุบัน นนร. ไม่ได้เรียนหลักสูตรทั้งสองนี้แล้ว ช่วงปี 3 มีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับพวกเราที่เป็นทหารคือเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ในช่วงนั้นพวกเราไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปนอกโรงเรียนเพราะว่าเหตุการณ์ไม่สงบ หลังจากเหตุการณ์ยุติแล้วพวกเราจึงได้รับอนุญาตให้กลับบ้านในวันเสาร์อาทิตย์โดยไม่ต้องแต่งเครื่องแบบ (พวกเราชอบกันมากที่สามารถเอาชุดไปรเวทเข้ามาในโรงเรียนได้โดยถูกกฎหมาย) 

เมื่อพวกเราเลื่อนชั้นเป็นปี 4 ช่วงปลายปี รุ่นพี่ปี 5 จะจบการศึกษา พวกเราก็ได้รับหน้าที่ดูแลปกครองน้องๆ โดยมีการแต่งตั้งนักเรียนทำการแทนนักเรียนบังคับบัญชา หรือที่เรียกว่า ทกท. จำนวน 27 คน มีหัวหน้านักเรียน 1 คน หัวหน้ากราบ  2 คน นายภาค 6 คน และนายตอน 18 คน เมื่อสิ้นปีต้องไปฝึกภาคปลายปี กองทัพเรือมีนโยบายให้นักเรียนกลับมาฝึกภาคทะเลเหมือนเดิม แต่ว่ายังคงขัดสนงบประมาณ จึงต้องจำกัดการฝึกอยู่ในประเทศเท่านั้น เนื่องจากระยะเวลาในการฝึกภาคปลายปีนานมาก แต่ชายฝั่งทะเลของไทยไม่ยาวมากนัก เราจึงได้ฝึกภาคทะเลแบบเดินวน คือจากสัตหีบไปเกาะช้างแล้วไปสงขลา แล้วขึ้นมาเกาะช้างแล้วก็ลงไปสงขลาแล้วก็ขึ้นมาเกาะช้างแล้ว......   จำไม่ได้ว่าไปกี่รอบ แต่ไม่ได้จอดที่สงขลาทุกรอบ แค่แล่นวนเพื่อให้ได้ระยะเวลาเดินเรือนานขึ้น (เสมือนกำลังฝึกเดินเรือระหว่างประเทศ)

 

เมื่อพวกเราเลื่อนชั้นเป็นปี 5 โรงเรียนนายเรือได้ปรับให้กรมนักเรียนใช้ระบบการปกครองแบบ 4 กองพัน แทนระบบการปกครองแบบ 2 กราบที่ใช้มาแต่เดิม ทำให้รุ่นของเรามีนักเรียนบังคับบัญชาเพิ่มขึ้นมาอีก 26 คน รวมเป็น 53 คน หลังจากรุ่นเรา กรมนักเรียนนายเรือก็ใช้ระบบกองพันต่อมาจนถึงทุกวันนี้ แต่ว่าปัจจุบันได้ลดจำนวนกองพันลงเหลือเพียง 2 กองพันเพราะว่ามีนักเรียนนายเรือเพียงชั้นละ 50 คน ในช่วงกลางปีของปี 5 พวกเราได้ไปฝึกภาคทะเลต่างประเทศโดยไม่มีนักเรียนชั้นอื่นไปฝึกด้วย เรือฝึกคือเรือหลวงมกุฎราชกุมาร เส้นทางฝึกคือกรุงเทพฯ สัตหีบ เสี่ยงไฮ้ อินชอน (เกาหลี) โยโกสุกะ (ญี่ปุ่น) มะนิลา (ฟิลิปปินส์)

พวกเราจบการศึกษาชั้นปีที่ 5 และได้รับการประดับยศว่าที่เรือตรีเมื่อ 1 มกราคม 2538 ช่วงเดือนมีนาคมพวกเรารอหมายกำหนดการพิธีพระราชทานกระบี่และปริญญาบัตรจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ว่าเนื่องจากพระบาทสมเด็กพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวร ก็เลยเลื่อนกำหนด เมื่อเลื่อนไปนานวันจนถึงกลางปี 2538 ก็มีหมายกำหนดการพระราชทานกระบี่และปริญญาบัตรโดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีเสด็จมาพระราชทานกระบี่แทน พวกเราจึงเป็นรุ่นแรกที่ไม่ได้รับพระราชทานกระบี่และปริญญาบัตรจากพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและเป็นนักเรียนรุ่นสุดท้ายที่รับปริญญาวิทยาศาสตร์บัณฑิต น้องนายเรือ 89 รับปริญญาวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต ในปัจจุบันนายทหารที่จบใหม่รับพระราชทานกระบี่เพียงอย่างเดียว ส่วนปริญญาบัตรนั้นรับที่หอประชุมกองทัพเรือจากผู้บัญชาการทหารเรือ

 

หลังจากรับพระราชทานกระบี่และปริญญาบัตร พวกเราก็แยกย้ายไปรับราชการตามกองเรือต่างๆ และมีบางส่วนที่สมัครไปเป็นนักบินทหารเรือ เพื่อนที่เป็นตำรวจน้ำก็โอนไปสังกัดกรมตำรวจ (ในขณะนั้น) บางส่วนก็ลาออกจากราชการ ในช่วงชั้นยศเรือเอก พวกเราที่เป็นพรรคนาวิน (วิศวกรรมไฟฟ้า) ได้มีโอกาสกลับมาเรียนร่วมกันที่โรงเรียนนายทหารชั้นต้นพรรคนาวินเป็นเวลา 6 เดือน และนายทหารที่เป็นพรรคกลินได้มีโอกาสกลับมาเรียนร่วมกันที่โรงเรียนนายทหารชั้นต้นพรรคกลินเป็นเวลา 1 ปี ในเดือนตุลาคม 2547 รุ่นเราส่วนหนึ่งเข้าเรียนโรงเรียนเสนาธิการทหารเรือรุ่นที่ 65 เป็นเวลา 1 ปีและในเดือนตุลาคม 2548 รุ่นเราส่วนที่เหลือเข้าเรียนโรงเรียนเสนาธิการทหารเรือรุ่นที่ 66

เล่าโดย Webmaster # 2
 
Last Updated on Friday, 06 April 2012 16:38
 
Copyright © 2012 Navy in Thailand. All Rights Reserved.
Joomla! is Free Software released under the GNU/GPL License.